หากพูดถึงอัจฉริยะที่มองการณ์ไกลเกินกว่ายุคสมัยของตนเอง ชื่อของ "นิโกลา เทสลา" (Nikola Tesla) จะต้องอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ หนึ่งในโครงการที่น่าทึ่งและยังคงเป็นที่พูดถึงจนถึงปัจจุบันคือความพยายามในการส่งพลังงานผ่านพื้นดินโดยไม่ต้องใช้สายไฟ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแนวคิด Radiant energy invention หรือนวัตกรรมพลังงานแผ่รังสีที่เขามุ่งมั่นพัฒนาเพื่อมอบพลังงานสะอาดและฟรีให้แก่คนทั้งโลก
พลังงานแผ่รังสีคืออะไร?
ในมุมมองของเทสลา พลังงานแผ่รังสี (Radiant Energy) ไม่ใช่แค่กระแสไฟฟ้าทั่วไปที่เราใช้กันในบ้าน แต่มันคือพลังงานในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่สูงและสามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทสลาเชื่อว่าโลกของเราเปรียบเสมือนตัวนำไฟฟ้าขนาดใหญ่ และเขาสามารถใช้พื้นดินเป็นสื่อกลางในการส่งพลังงานนี้ไปยังจุดต่างๆ ทั่วโลกได้
การส่งพลังงานผ่านพื้นดิน (Ground Radiant Energy Transmission)
เทสลาได้ทำการทดลองที่สถานี Wardenclyffe Tower เพื่อพิสูจน์ว่าเขาสามารถส่งกระแสไฟฟ้าผ่านชั้นบรรยากาศและพื้นดินได้โดยใช้หลักการสั่นพ้อง (Resonance) หัวใจสำคัญของ Radiant energy invention ชิ้นนี้คือการทำให้โลกสั่นสะเทือนด้วยประจุไฟฟ้าในระดับความถี่ที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ทุกคนบนโลกสามารถ "ดึง" พลังงานออกมาใช้ได้เพียงแค่ปักเสารับสัญญาณลงในดินเท่านั้น
ทำไมสิ่งนี้ถึงสำคัญในปัจจุบัน?
แม้ว่าในยุคของเขา โครงการนี้จะถูกระงับไปด้วยเหตุผลด้านเงินทุนและการเมือง แต่แนวคิดเรื่องพลังงานแผ่รังสีไม่ได้หายไปไหน ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจำนวนมากได้นำเอาพื้นฐานจาก Radiant energy invention มาต่อยอดในเทคโนโลยีการชาร์จไฟไร้สาย (Wireless Charging) และการส่งพลังงานในระยะไกลผ่านคลื่นไมโครเวฟหรือเลเซอร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสำรวจอวกาศและการจัดการพลังงานในอนาคต
บทสรุป
วิสัยทัศน์ของนิโกลา เทสลา เกี่ยวกับการส่งพลังงานผ่านพื้นดินเป็นเครื่องยืนยันว่าความคิดสร้างสรรค์ที่ปราศจากขีดจำกัดสามารถเปลี่ยนโลกได้ แม้เทคโนโลยีในวันนั้นอาจจะยังไม่พร้อม แต่ในวันนี้เรากำลังก้าวเข้าใกล้ความฝันของเทสลามากขึ้นเรื่อยๆ ในการสร้างโลกที่เต็มไปด้วยพลังงานที่สะอาดและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันผ่านนวัตกรรมที่ยั่งยืน
